1 การติดตั้ง Moodle เวอร์ชั่น 2.x.x

ในการติดตั้ง Moodle e-Learning นั้น ก่อนอื่นต้องเข้าไปดาวน์โหลดไฟล์ Source Code ที่เว็บ www.Moodle.org ดังรูป

โดยเมื่อคลิกไปที่ Moodle Standard Packages แล้ว ก็เลือกเวอร์ชั่นของ Moodle ที่เราต้องการติดตั้ง โดยพิจารณาจากเวอร์ชั่นที่เป็น Stable และ Requires ของตัว Moodle ว่าสอดคล้องกับคุณสมบัติของ Server ที่เรามีหรือไม่ ถ้าหากว่า Server เรามีคุณสมบัติเพียงพอกับการลง Moodle เวอร์ชั่นดังกล่าว ก็ให้ดาวน์โหลดเวอร์ชั่นนั้นไปทำการติดตั้ง (หาก Server เรา มี Spec ต่ำกว่า Requires ของ Moodle จะไม่สามารถติดตั้งได้ครับ)

เมื่อดาวน์โหลด Source Code ของ Moodle มาแล้ว ก็ให้ Unzip ให้เรียบร้อย
ซึ่งโดยปกติ หากเราใช้เครื่อง Server ในการดาวน์โหลด ก็เพียงแค่ย้ายโฟลเดอร์ของ Source Code ไปไว้ใน Web Server ที่เราใช้ เช่น ถ้าหากใช้ Appserv ก็ต้องให้อยู่ที่ Directory:\AppServ\www\ หรือหากใช้ IIS ก็ต้องให้อยู่ที่ Directory:\inetpub\wwwroot\

แต่ในกรณีของบทความนี้ ผมจะสาธิตการติดตั้ง Moodle ในเว็บโฮสติ้ง ที่ผมให้บริการแก่ลูกค้า ซึ่งก็จะเป็นเครื่อง Server ที่ตั้งอยู่ที่บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) โดยหากจะทำการติดตั้ง ก็จะต้องใช้โปรแกรม FTP (อย่างเช่นโปรแกรม FileZilla) ในการติดต่อกับเว็บโฮสติ้ง (ใช้ชื่อโฮสต์ ชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่าน ก็สามารถติดต่อไปยังเครื่อง Server ที่ตั้งที่ กสท ได้) ดังรูป

ในกรณีของเว็บ e-Knowledge.org นั้น ผม Add on ไว้กับโอสติ้งเดียวกับ ThaiMoodle ดังนั้นตัวโฟลเดอร์ของ Web Hosting ก็จะอยู่ที่โฟลเดอร์ชื่อ e-knowledge.org (ดังรูป) เลย

แต่ในกรณีทั่วไป หากเช่าโฮสติ้งกับผม โฟลเดอร์ของ Web Hosting จะอยู่ในโฟลเดอร์ WWW หรือ Public_html นั่นเองครับ

รอจนกว่าจะส่งไฟล์ไปยังเครื่อง Server ครบทุกไฟล์ (เมื่อคิวไฟล์หมด ดังรูป)

เมื่อส่งไฟล์ Source Code ของ Moodle ขึ้น Server แล้ว ขั้นตอนถัดไป ก็จะต้องสร้างฐานข้อมูล (Database) เตรียมไว้

ซึ่งถ้าหากเราใช้ AppServ ก็จะต้อง Login ด้วย root และ password (ตั้งตอนติดตั้ง AppServ) ในการ Login เข้าไปสร้างฐานข้อมูลใน phpMyAdmin
แต่ถ้าหากใช้ IIS หรือ Linux ซึ่งเราติดตั้ง MySQL แยกออกมา ก็อาจจะสร้างฐานข้อมูล โดยใช้ SQL Script ก็ได้

แต่ในบทความนี้ จะสร้างฐานข้อมูล ผ่านระบบบริหารจัดการเว็บไซต์ ที่ชื่อ cPanel ซึ่งเป็นระบบริหารจัดการเว็บไซต์ยอดนิยม และใช้งานง่าย (แต่มีค่า License ไม่เหมือนกับ DirectAdmin ที่ฟรี แต่จะใช้งานยากกว่า cPanel)

ซึ่งโฮสติ้งที่ผมให้บริการลูกค้า จะใช้ cPanel ครับ ซึ่งมีค่า License ทำให้โฮสติ้งที่เช่ากับผมแพงกว่าเช่ากับรายที่ให้บริการด้วย DirectAdmin อยู่บ้าง แต่คุ้มค่าแน่นอนครับ เพราะใช้งานง่าย และมีความเสถียรและปลอดภัยสูงมาก

ต่อไปนี้คือการใช้ cPanel ในการสร้างฐานข้อมูลครับ

เมื่อ Login เข้ามาใน cPanel ของโฮสติ้งแล้ว หากต้องการสร้างฐานข้อมูล ให้คลิกที่ MySQL Database ดังรูป

เมื่อคลิกแล้วก็จะเข้ามายังหน้า MySQL Databases

ก็ทำการตั้งชื่อฐานข้อมูลตามที่ต้องการ และกดที่ปุ่ม Create Database ดังรูป

เมื่อสร้างฐานข้อมูลใหม่แล้ว ก็กด Go Back กลับไปยังหน้าเดิม

จากนั้นให้ทำการ Add New User ขึ้นมา สำหรับดูแลฐานข้อมูลใหม่

ดังรูป

เมื่อกด Create User แล้ว

ระบบก็จะสร้าง User ให้เรา โดยมี password เป็นไปตามที่เรากำหนด

และให้กด Go Back เพื่อย้อนกลับไปยังหน้าเดิม อีกครั้ง

จากนั้น ก็ให้ทำการ Add User to Database ดังรูป

เมื่อกด Add แล้ว

ก็จะมายังหน้า ที่ให้กำหนดระดับความสามารถของ User ที่สามารถจัดการฐานข้อมูลได้

ซึ่งเราก็อนุญาติทั้งหมด โดยคลิกเลือกถูก ที่หน้า All Privileges ดังรูป

เมื่อกด Make Changes แล้ว ก็เป็นอันเรียบร้อย

จากนั้นให้กดที่ปุ่ม Home ที่อยู่ด้านซ้ายบน ดังรูป

เมื่อกลับมาที่หน้าเมนูหลักของ cPanel แล้ว

ก็ให้คลิกที่ phpMyAdmin ดังรูป

จากนั้น ให้คลิกเลือกที่ชื่อฐานข้อมูล ที่เราเพิ่งสร้าง ดังรูป

และให้คลิกที่ "กระบวนการ (Operation)" ดังรูป

และให้เปลี่ยนรูปแบบภาษาในการจัดเก็บข้อมูล เป็นแบบ utf8_general_ci ดังรูป

เมื่อเลือกแล้วก็ให้คลิกที่ "ไป (Go)" ดังรูป

ก็เป็นอันว่า เราเตรียมฐานข้อมูลสำหรับการติดตั้ง Moodle เรียบร้อยแล้ว

ขั้นตอนถัดไป ก็ให้เปิด Web Browser ขึ้นมา

และพิมพ์ URL ของเว็บไซต์ที่เราส่ง Source Code ของ Moodle ขึ้นไปไว้

ก็จะปรากฏหน้าให้ติดตั้ง (Installation) ดังรูป

จากนั้น ก็ให้ทำการ Confirm paths ซึ่งจริงๆ เราก็สามารถใช้ค่าตั้งต้น ที่ Moodle กำหนดไว้ให้เราได้เลยครับ

แต่หากต้องการใช้ paths ที่กำหนดเอง ยกตัวอย่างเช่น path ของ Data directory ก็สามารถทำได้ แต่เมื่อสร้างโฟลเดอร์ขึ้นมาใหม่แล้ว ก็ต้องกำหนด CHMOD เป็น 777 ก่อนครับ แล้วก็เอาชื่อโฟลเดอร์ใหม่นั้น ไปใส่แทนค่าตั้งต้นเดิมของ Data directory ซึ่งก็จะช่วยให้ข้อมูลของเราปลอดภัยมากขึ้นครับ (แต่จริงๆ Moodle 2.x.x จะไม่เหมือน Moodle เวอร์ชั่นเก่า ที่จะมีไฟล์ต่างๆ อยู่ใน moodledata โดยตรง จึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน path ของ Data directory ก็ได้ เพราะ Moodle 2.x.x จะเข้ารหัสข้อมูลด้วย Hash อยู่แล้ว ทำให้ข้อมูลของเรามีความปลอดภัยสูงมาก)

เลือกประเภทฐานข้อมูล

โดยในที่นี้ให้เลือกเป็น MySQL ดังรูป

จากนั้นก็ใส่รายละเอียดของฐานข้อมูล โดย Database host เป็น localhost

และอื่นๆ เป็นไปตามค่าที่เรากำหนดไว้ ตอนที่เราสร้างฐานข้อมูล และผู้ใช้ที่ดูแลฐานข้อมูล

เมื่อใส่รายละเอียดฐานข้อมูลผ่านเรียบร้อย

ก็ควรจะอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับการอนุญาติให้ใช้งาน Moodle ให้ครบถ้วน

โดยสามารถศึกษาได้ที่ docs.moodle.org/dev/License

ซึ่งสาระสำคัญ ก็คือ ตามสิทธิ์การใช้ Software Open Source นั้นไม่มีค่าใช้จ่าย และใช้ได้ฟรี

แต่ในส่วนของ Moodle นั้นมีเครื่องหมายการค้าปกป้องอยู่ โดยดูรายละเอียดได้จาก moodle.com/trademarks

และเมื่อเข้าใจดีแล้ว ก็กด Continue

จากนั้นก็จะมีการเช็ค Server ของเรา ว่ามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะติดตั้ง Moodle ในเวอร์ชั่นนี้หรือไม่

หากขึ้นสีเขียว ก็แสดงว่าผ่าน สามารถติดตั้งได้ แต่หากขึ้นสีเหลือง ก็ไม่เป็นไร ยังอนุโลมให้ติดตั้งได้

แต่หากขึ้นสีแดง ก็จะต้องแก้ไขก่อน โดยวิธีการแก้ไข เราก็คลิกตรง Report ของข้อที่มีปัญหา

ซึ่งก็จะมีวิธีแก้ไข บอกเราไว้อย่างละเอียด

และเมื่อไม่มีปัญหาใดๆแล้ว ก็กด Continue

ขั้นตอนนี้ ระบบจะทำการสร้างฐานข้อมูลต่างๆ ซึ่งจะใช้ระยะเวลาประมาณ 10 นาที

ซึ่งหากเราพบปัญหาเกิดขึ้น ให้สันนิษฐานว่า เกิดจากเครื่องของเราเปิด Anti-Virus ไว้

ก็ต้องปิดตัว Anti-Virus แล้วไปล้างฐานข้อมูล และค่อยกลับมาติดตั้งใหม่

แต่หากไม่พบปัญหาก็รอไปเรื่อยๆ ดังรูป

เมื่อฐานข้อมูลถูกสร้างขึ้นครบถ้วนแล้ว ก็ให้กดปุ่ม Continue ดังรูป

จากนั้นก็กำหนด ผู้ที่จะเป็น admin ของระบบ Moodle

โดยจริงๆ เราควรเปลี่ยนชื่อ Username เป็นอย่างอื่นเพื่อความปลอดภัย

แต่ก็เสี่ยงต่อการลืมได้เช่นกัน ซึ่งผมก็มักจะใช้ชื่อ admin ตามค่าตั้งต้นของระบบครับ

แต่ถ้าระบบ Moodle ของคุณมีข้อมูลที่สำคัญมาก เสี่ยงต่อการถูก Hack ก็แนะนำให้ตั้งเป็นชื่ออื่นครับ

และสิ่งที่มักจะมองข้าม คือเรื่อง การตั้งรหัสผ่าน ซึ่งใน Moodle เวอร์ชั่น 2.x.x นั้

บังคับกฏเกณฑ์ของการตั้งรหัสผ่านไว้สูงมาก คือต้องประกอบไปด้วย ตัวใหญ่ ตัวเล็ก ตัวเลข และตัวสัญลักษณ์

ซึ่งต้องครบตามเงื่อนไขจึงจะผ่านครับ ก็สังเกตุดูให้ดี ถ้าหากไม่ผ่านขั้นตอนนี้ ก็ให้คิดไว้ก่อนเลยว่า

เพราะตั้งรหัสผ่าน ได้ยังไม่ตรงเงื่อนไขของ Moodle ครับ

 

เมื่อใส่ข้อมูลครบแล้ว ก็กด Update profile ดังรูป

และก็มาถึงขั้นตอนสุดท้ายของการติดตั้งแล้ว

ก็คือการตั้งชื่อเว็บไซต์ โดยชื่อที่เราตั้งนั้น จะปรากฏอยู่ที่ Header ของเว็บด้วยครับ

และในส่วนของการอนุญาติให้บุคคลทั่วไป สามารถสมัครเข้าเว็บเราได้ด้วยตนเองหรือไม่

เราก็สามารถกำหนดได้ที่ Self registration ซึ่งก็จะมี 2 แบบคือ Disable คือปิดการสมัครด้วยตนเอง

และแบบ Email-based self-registration ที่อนุญาติให้สมัครได้ด้วยตนเอง และไปยืนยันทางอีเมล์

ซึ่งผมไม่แนะนำนะครับ เพราะเสี่ยงต่อการถูก Spam ทำให้ระบบทำงานช้าลงได้

ทางที่ดีก็ Disable ไว้ และ Add/Import Users เข้ามาเองจะดีที่สุดครับ

จากนั้นก็กด Save changes ดังรูป

 

และเมื่อติดตั้งเรียบร้อย ก็จะได้หน้าเว็บ Moodle ดังรูป

ผมก็คิดว่าบทความนี้คงเป็นประโยชน์ และแนวทางการติดตั้ง Moodle ให้ท่านที่สนใจได้

ซึ่งหากท่านใดสนใจมีระบบ Moodle ไว้ใช้งาน ผมก็มีบริการโฮสติ้ง และติดตั้งให้ฟรีนะครับ

รวมไปถึงหากจะให้ผมเข้าไปติดตั้งยังองค์กรของท่าน โดยมีค่าใช้จ่ายไม่แพง สามารถติดต่อสอบถามผมได้

ทั้งทางหน้าข่าวสารและกิจกรรม (ThaiMoodle Fanpage) และทางอีเมล์ ที่ให้ไว้ในหน้าติดต่อ ครับผม

วศิน ภิรมย์

ThaiMoodle.org